• Review, Special Report 30.08.2014

    image

    ก่อนอื่นก็ขอออกตัวก่อนว่า คงไม่ได้เป็นกลุ่ม Blogger ที่ได้ไปสัมผัสเล่นกันเต็มๆ ในวันก่อนการเปิดตัว ส่วนตัวได้เล่นแค่ประมาณ 10 นาที ที่งานเปิดตัว Surface Pro 3 เมื่อวันที่ 28 เท่านั้น ก็ต้องขอบคุณพี่เหมียว จาก Microsoft ที่สนับสนุนอุปกรณ์มา ณ ที่นี่ เพราะ ตัว Demo ดันไม่มีปากกาให้ เข้าใจว่าอาจจะเก็บไปแล้วละมั้ง เลยต้องไปจิ๊กของพี่เหมียวมาลองเล่น เนื่องจากเป็น Production ของเค้า ก็เลยไม่กล้าถ่ายภาพมา เดี๋ยวอะไรหลุดไปจาไม่ดี (ฮา) ดังนั้นก็ขอเอาภาพมาจาก Microsoft® มาแทน

    Surface Pro 3 (เซอร์เฟซ โปร 3) เปิดตัวด้วยคอนเซ็ปที่ว่า The Tablet that can replace your laptop (แท็บเล็ตที่จะมาแทนที่แล็ปท็อป) ซึ่งทั้งนี้หลายคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวของ Surface อาจจะงงว่า แล้ว Surface Pro 2 หายไปไหน ก็ต้องย้อนเวลากลับไปตอนที่ Microsoft Thailand เปิดตัวขาย Surface ในประเทศไทยก่อน ซึ่งค่อนข้างช้ากว่าที่อเมริการประมาณปีกว่า (เปิดตัว 5 มิถุนายน 2556) ซึ่งหลังจากการทำตลาดมาไม่นาน Microsoft ก็ประกาศเปิดตัว Surface Pro 2 (ตุลาคม 2556) ซึ่ง ณ.เวลานั้นประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม List ที่จะได้ขายในช่วงเดือนมีนาคม 2557 ซะด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นำเข้ามาขาย ซึ่งคาดเดาว่า เพราะ ยังมี Surface Pro ค้างใน Stock เยอะ บวกกับภายในน่าจะรู้อยู่แล้วว่า กำลังจะเปิดตัว Surface Pro 3 ทำให้การนำเข้า Surface Pro 2 ถูกยกเลิก และ ให้เอา Surface Pro 3 เข้ามาเลย (น่าสงสาร Surface Pro 2 จริงๆ เจ้าตายทั้งที่ยังไมได้เกิด…น่าสงสาร @SURFACE_TH ด้วย โดนแซะทุกวันเลย ฮาาา)

    Surface Pro 3 กลับมาพร้อมกับการ Redesign ใหม่ทั้งหมด (เมื่อเทียบกับ Surface Pro 2 แล้วน่าจะเรียกว่าเป็นการ Upgrade Spec เท่านั้น) เรียกว่าเปลี่ยนรูปร่างกันไปเลย ก็ดูตามนี้ละกันครับ (ยังไม่พูดถึง Specification ภายในนะครับ)

    image

    Surface Pro

    image

    Surface Pro 3

    จอภาพ

    10.6 นิ้ว
    ClearType Full-HD

    12 นิ้ว
    ClearType Full-HD+

    ความละเอียด

    1920×1080
    (1080P)

    2160 x 1440

    สัดส่วนภาพ

    16:9

    3:2

    น้ำหนัก
    (เฉพาะ Surface)

    ประมาณ 910 กรัม

    ประมาณ 800 กรัม
    (ประมาณ 1.1 กิโลกรัม เมื่อติดตั้ง Type Cover)

    อายุแบตเตอรี่

    ประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง
    (ไม่นับการใช้ Power Cover)

    ประมาณ 9 ชั่วโมง
    (ใช้ท่อง Web ผ่าน Wifi)

    ระดับของ
    Kick Stand

    1 ระดับ

    หลายระดับ
    (มากกว่า 2 ระดับ)

    จะเห็นว่ารูปลักษณ์ภายนอกของ Surface Pro 3 ได้มีการปรับเปลี่ยนไปเยอะมาก เกือบจะเป็น Product อื่นไปเลย สำหรับคุณสมบัติภายในส่วนใหญ่จะเป็นการอัพเกรดตามเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้น เช่น การเปลี่ยน CPU จาก Intel Core Processor จากรุ่นที่ 3 (Ivy) เป็นรุ่นที่ 4 (Haswell) พร้อม TPM Chip เป็นต้น ซึ่งทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นในขณะที่ก็ยังประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย สำหรับ Operating System เป็น Windows 8.1 Pro (แบบ 64-bit)

    สำหรับรอบส่วนประกอบของ Surface จะประกอบตามภาพ

    Surface Pro 3 front features

    จุดเด่นก็จะเห็น Mini DisplayPort 1.2, Full-size USB 3.0 Port, Charging Port ที่ฝั่งบวา (ดูจากบนลงล่าง) และ Headset jack พร้อม Volume ที่ฝั่งซ้าย (ดจากบนลงล่าง) มี Power Button อยู่ด้านบน สำหรับหลัง Kickstand จะมีช่องใส่ microSD card (reader) (ตามภาพล่าง)

    image

    ระวังนิดนึงสำหรับคนใช้งานใหม่การติดตั้ง Power Supply ของ Surface Pro 3 ให้สายอยู่ด้านบนนะตามภาพครับ

    image

    ส่วนใต้ Surface Pro 3 จะมี Cover port เอาไปติดตั้ง Touch Cover หรือ Type Cover ซึ่งลองเล่นแล้วติดตั้งง่ายขึ้น เพราะ ช่องขนาดพอดี และ เป็นแม่เหล็กแค่วางลงไปก็คลิ๊กล็อกแล้ว แต่ระวังหลุดด้วย เพราะ มันไม่ได้แน่นขนาดที่สามารถยกแกว่งไปมาได้นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

    Type Cover รุ่น 2 (จากนี้จะขอเรียกว่า Type Cover เฉยๆ)

    image

    อ้อ สำหรับ Cover ของ Surface Pro 3 นั้น ทาง Microsoft จะแนะนำให้จับคู่กับแค่ Type Cover มากกว่า เพราะ เท่าที่ทราบ Feedback ของ Touch Cover (รุ่น 2 เช่นกัน) ในประเทศไทยดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะ User ไม่ทราบ Feed back เวลาพิมพ์  แต่จริงๆ Touch Cover ก็มีขายอยู่แล้ว ดังนั้นอาจจะลองสอบถามที่ร้านตัวแทนจำหน่อยเองนะครับ ส่วน Power Cover เหมือนจะยังไม่มีแผนนำเข้ามาครับ

    สำหรับ Type Cover เท่าที่ลองเล่นดูมีการใส่ลูกเล่นเพิ่มขึ้นได้อย่างน่าสนใจ เช่น การพับตั้งขึ้นให้ Keyboard ไม่เห็นแบบนอนราบ ซึ่งเคยลองแล้วพิมพ์ไม่ถนัดเท่าไหร่

    image

    เมื่อพับไปไว้ด้านหลังก็จะ Disable Key ทำให้กดไม่ติด ซึ่งทำให้ใช้งานจอได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิด Key ลั่น

    image

    และ เมื่อปิด Cover ก็จะเข้า Power-Saving Sleep State หรือ InstantGo ของ Surface RT/2 นั้นเอง (ใน Surface Pro รุ่นก่อนๆ จะเป็นการเข้า Sleep เพราะ ไม่มี InstantGo นะครับ) อ้อ…เหมือนว่า Surface Pro 3 จะไม่ Sleep ถ้าใช้ Type Cover รุ่นเก่านะครับ ต้องกด Power ด้วย

    สำหรับคนที่ไม่เข้ารู้จัก InstantGo หรือ Power-Saving Sleep State อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนกันเราปิดจอมือถือ/แท็บเล็ตแต่ระบบยังคงมีการ Update ข้อมูล และ แจ้ง Notification ได้อยู่นั้นเองครับ

    Surface Pen

    image

    ยอมรับจริงๆ ว่าได้ทดสอบน้อยมาก คือ เปิด Onenote กับ Paint ขึ้นมาขีดเขียนเท่านั้นเอง แต่เห็นเลยว่ามันมีการสัมผัสกับน้ำหนัก ออกแรงกดลายเซ็นสวยๆ ได้เลย (เห็นว่าได้ถึง 250 ระดับ…ใครจะไปทดสอบได้หล่ะฮะ) แต่ที่ชอบ คือ สามารถทำท่าเขียนได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ข้อมือที่วางไปบน Screen ไม่ก่อปัญหาเวลาเขียนเลย อันนี้บอกเลยว่าเจ๋งมาก

    ราคา Surface Pro 3

    ต้องบอกก่อนว่า Surface ถูกออกแบบมาในรูปแบบของ Tablet เป็นหลัก ซึ่ง Tablet ในโลกตอนนี้ใช้ Model เดียวกัน คือ ไม่สามารถอัพเกรดได้ ดังนั้นผู้ที่จะใช้งานจะต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วซื้อรุ่นที่เหมาะสมเท่านั้น (ในกรณีนี้ผมไม่นับเรื่องของการที่ Tablet สามารถใส่ MicroSD ได้นะครับ เพราะ มันเล็กน้อยมากจนไม่เห็นว่า มันผลต่อการแข่งขันในตลาดซักเท่าไหร่) ซึ่งราคาผมขอ Summary ให้ตามนี่เลยนะครับ

    Intel CPU Core

    RAM (GB)

    HDD

    Price (Baht)

    i3
    (GPU HD4200)

    4

    64

    29,500

    i5
    (GPU HD4400)

    4

    128

    35,500

    i5
    (GPU HD4400)

    8

    256

    44,500

    i7
    (GPU HD5000)

    8

    256

    53,900

    i7
    (GPU HD5000)

    8

    512

    69,900

    ราคานี้ไม่รวม Type Cover นะครับ ราคาอยู่ที่ 4,490 บาท

    สำหรับการเชื่อมต่อจอจะต้องเป็นสาย Mini Display Port นั้นมีแยกขายสำหรับทั้ง 2 แบบ คือ VGA และ HDMI ในราคา 1,490 บาท (ดันไม่มี DVI ซะงั้น)

    สำหรับสาย Networking ก็จะมี Ethernet Adapter ที่ขายในราคา 1,490 บาท เช่นกัน

    สำหรับที่ใส่มาใน Package จะมีแค่ปากกา Surface Pen กับ Power Supply 36 วัตต์ เท่านั้น

    สำหรับคนที่ต้องการจะใช้ Surface Pro 3 แทนที่ Desktop แบบจริงจัง คิดว่า Microsoft คงจะไม่พลาดที่จะนำ Docking Station เข้ามาด้วย ซึ่ง Docking Station จะเพิ่มเติม Port ต่างๆ ให้เจ้า Surface Pro 3 ขึ้นไปอีก ซึ่งในนั้นจะมี

    image

    USB 3.0 Port จำนวน 3 Ports
    USB 2.0 Port จำนวน 2 Ports
    Gigabit Ethernet Port
    Audio In/Out ขนาด 3.5 mm
    Mini DisplayPort
    Secure Lock Slot (ไว้คล้องโซ่กันหายแบบ Notebook)

    image

    เหมือนประกอบสำเร็จจำเป็นดังภาพ และ ดูดีๆ ทั้ง Mini DisplayPort และ USB 3.0 Port บนตัว Surface ก็ยังสามารถใช้งานได้อยู่ แปลว่า ต่อจอได้อย่างต่ำก็ 2 จอ (ผ่าน Surface และ Docking Station) ซึ่งเจ้า Mini DisplayPort 1.2 นั้นสามารถต่อจอแบบ daisy-chained ได้อีกด้วย

    image
    credit : Winsupersite ของ Paul Thurrott

    แต่ความหล่อของ Daisy Chained Monitor นั้นจะขึ้นกับความละเอียดตามภาพครับ (รองรับได้ถึง 4K Display Resolution ต่อ DisplayPort เลยทีเดียว)

    image
    Credit: VESA

    อ้อ ประกันแค่ 1 ปีนะครับ สำหรับลูกค้าทั่วไป (Consumer) แต่สามารถซื้อประกันเพิ่มเป็น 3 ปีได้สำหรับลูกค้าองค์กร (Corporate)

    บทวิเคราะห์สำหรับ Surface Pro 3

    ส่วนตัว (ย้ำว่าส่วนตัว) ในตอนแรกผมบอกเลยว่า ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่กับเจ้า Surface Pro 3 เพราะ เปิดราคาออกมาได้ค่อนข้างสูงมาก คือ ตั้งแต่ตอนเปิดตัวที่ US แล้วด้วยนะแล้วเอาเข้ามาในไทยจะต้องมีบวกอะไรต่อมิอะไรอีกทำให้ผลของราคาเป็นอย่างที่เห็น และ  เสี่ยงที่จะขายไม่ออกมากเลยทีเดียว เพราะ ต้องไม่ลืมว่า Surface Pro นั้นเราได้แค่ ปากกา เท่านั้น ส่วนอื่นๆ ต้องซื้อเพิ่มเอาเอง อย่างส่วนตัวผมอยากได้ Surface Pro 3 (i5 / 8 GB / SSD 256 GB ) ราคาก็ปายไป 44,500 บาทแล้ว จะต้องซื้อ Type Cover และ Mini-Display Adapter อีกอย่างน้อย 1 ตัว  ทั้งหมดก็จะปาเข้าไปราวๆ 5 หมื่นต้นๆ เล่นเอา กระเป๋าสตางค์สั่น เลยทีเดียว 555+

    แต่อันนี้สารภาพเลยครับว่า หลังจากทำการ Research (เพื่อเขียน Blog นี้แหละ) ทำให้ค้นพบว่า CPU ที่ใช้กับ Surface ถือว่าเป็น CPU แบบ Ultra-Low Power ที่ค่อนข้างกินพลังงานต่ำ แต่ให้พลังประมวลผลที่สูง (ราคาจะต่างกับรุ่น Mobile ประมาณ $50 ทีเดียว) ซึ่งแน่นอน Hardware ตัวอื่นก็ต้อง Low Power ตามไปด้วย ทำให้ราคาขึ้นไปอีก (นี้เป็นเหตุผลของ 9 ชม Battery Life)

    ซึ่งหลังจากเอา CPU Model ไปตามหารุ่นที่ใช้ CPU ตัวนี้ เช่น HP Elitebook หรือ HP ZBook ราคาก็สูงขึ้นไปมากกว่า 35,000 บาททั้งนั้น ดังนั้นเจ้าตัว Surface Pro 3 (i5 / 4 GB / SSD 128 GB ) ถือว่าราคาเป็นเหตุเป็นผลแล้ว ในมุมของมอง Notebook Replacement แต่ยังไม่ใช่ Tablet ที่ดีนะครับ เพราะ Metro App ยังน้อยมาก (แม้ปัจจุบันน่าจะหลายแสนแล้วนะ) แถม App เด่นๆ ไมค่อยมี จนบางคนก็แทบจะไม่ได้ใช้มันซะด้วยซ้ำเลย

    ใครเหมาะสมกับ Surface Pro

    อันดับแรกครับ…คนรวย (ผ่างงงงงงง) คือ เค้ามีเงินก็ซื้อเถอะ อันนี้บอกเลยว่า Surface Pro 3 นี่คุ้มแล้ว

    กลับมาสำหรับคนธรรมดา แบบ IT เงินเดือนไม่เยอะอย่างเราๆ กันบ้าน บอกเลยครับ ถ้าผมแนะนำให้ซื้อรุ่น i5 ขึ้นไปแน่นอน อยู่แล้ว แต่ราคาไม่น่าจะได้รับการ Approve ง่ายๆ สำหรับองค์กร ดังนั้นอาจจะต้องมองหาเหตุผลที่เหมาะสมกันซักนิดนึง สำหรับการซื้อใช้ส่วนตัวก็ดูโปรแกรมผ่อน 0 % กันได้เลยครับ จะกี่เดือนก็ว่าไป (ฮา)

    ในมุมมองของผม Surface Pro 3 น่าจะเหมาะกับคนที่ทำงานนอก Office ครับ การพก Notebook ออกไปทำงาน เช่น หาลูกค้า, ประชุม ทั้งวัน มันไม่สนุกเท่าไหร่นะ อันนี้บอกเลย เพราะ เราต้องแบกน้ำหนักอย่างน้อย 1.3 – 1.8 kg สำหรับ Ultrabook ราคากำลังดีซักเครื่องนึง ถ้าแบกทุกวันจะไหล่ทรุดเอาครับ ซึ่งไม่ดีแน่ๆ ดังนั้นการลดน้ำหนักของสิ่งที่ถือยิ่งลดมากยิ่งดี ด้วยเหตุนี้ Surface Pro 3 ค่อนข้างตอบโจทย์เรื่องน้ำหนัก ได้ดี (ขอตัวประเด็นเรื่องของ Tablet ออกไปก่อนนะ)

    สำหรับคนที่อยากได้ภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยผมว่า Surface Pro 3 ก็ตอบโจทย์เช่นกัน ไม่มีใครมี Tablet หน้าตาแบบนี้แน่ๆ แต่คุณต้องทำท่าแบบตรวจเอกสาร เอาปากกามาเซ็นชื่อส่งอะไรแบบนี้นะ ถึงจะดู Professional Look แบบนั้น จะมาเปิดอ่าน E-book การ์ตูน อะไรแบบนี้ Tablet ทั่วไปก็ทำได้อาจจะไม่ได้ Look อย่างที่ต้องการ (ฮาา)

    นี่เอาจริงๆ  ตั้งใจจะเขียน Feedback ให้ Microsoft นะครับ แต่ดันกลายเป็นเขียนเชียร์ซะอย่างงั้น ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้จริงๆ ให้ตายซิพับผ่า

    Feedback to Microsoft

    เอาว่าส่วนที่อยาก Feedback ต้องมีครับ เพราะ อยากเขียนให้ Microsoft เรื่องนี้อยู่แล้ว

    เรื่อง Hardware Components มีผลต่อราคาเยอะครับ การออกแบบ Model ของ Surface Pro 3 ค่อนข้างดีแล้ว แต่กลับมีช่วง i5 ตัวแรก กับ ตัวที่สองที่ราคาค่อนข้างฉีก สำหรับรุ่น i7 เป็นเรื่องของราคาของ CPU ที่ต่างกันประมาณหมื่นนึงอยู่แล้วคงไม่พูดถึง ส่วนตัวมองว่าหลายๆ คนอยากเล่นรุ่น i5 แต่ก็ไม่อยากได้ Ram 4 GB เพราะ เล่นเกม อะไรแบบนี้ (ยังไม่นับจะ Run Hyper-V/VMware ใน Surface อีกนะฮีาฟฟ) พอคิดออกมาแล้วจริงๆ Surface ควรจะมีตรงกลางระหว่าง i5 ขึ้นมาอีกตัว คือ Surface Pro 3 (i5 / 8 GB / SSD 128 GB ) ซึ่งราคาน่าจะตกประมาณ 40,000 บาท ซึ่งจะน่าสนใจมากกว่าเลยทีเดียว

    (แต่เหมือน Ford Antitrust อยากได้ i7 มา Run VM ซินะฮะ คงไม่ใช่รุ่นนี้ Smile with tongue out)

    เรื่อง Mobile Support อันนี้ผมได้ถามไปเหมือนกันว่าทำไมไม่รองรับ 3G/LTE (Surface 2 มีรุ่น 3G/LTE แล้วนะจะบอกให้) ทาง Microsoft บอกว่า Mobile Module นั้นกิน Power Consumption ค่อนข้างสูง เค้าแนะนำให้ใช้วิธี  Personal Hotspot กับมือถือ หรือ พวก MIFI จะดีกว่า ซึ่งส่วนตัวก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยในระดับนึง เพราะ การเชื่อมต่อด้วย Wifi จะประหยัดมากกว่าจริง แต่ผมว่านั้นไมไช่เหตุผลที่จะตัดคุณสมบัตินี้ออกไปนะ เพราะ ถ้ามองตลาด หลายคนซื้อ iPad รุ่น 3G/LTE ก็เพราะต้องการให้มันทำงานแบบ Single Device ถ้าการใส่ Mobile Module จะทำให้ราคาสูงขึ้น และ Battery Life ลดลงก็ขอให้ระบุอยู่ในข้อควรระวัง แต่ไม่ใช่การตัดออกครับ

    เรื่องของ Windows 8 ในปัจจุบัน และ Windows 9 ในอนาคต ส่วนตัวมีความเชื่อว่าลูกค้า Surface Pro 3 จะสามารถ Upgrade ไป Windows 9 ได้ฟรีค่อนแน่นอน แต่ Windows ที่ควรจะได้รับการสนับสนุนหลักถึงปี 2561 แต่ตอนนี้เหมือนจะเข้าสู่การสนับสนุนแบบขยายไปครึ่งตัวซะแล้ว เพราะ Features ที่เคยสัญญาไว้ก็ถูกยกไปที่ Windows 9 หลายตัวอยู่ (เหมือนมีหลายสำนักข่าวก็พูดออกมาเหมือนกันว่า Microsoft จะเน้นที่การพัฒนา Windows 9 เป็นหลักแล้ว) ซึ่งประเด็นในตอนนี้ คือ Surface Pro 3 ยังไม่เหมาะกับประเทศไทย 100 % เพราะ ความเป็น Localization ยังน้อยมาก พูดให้ใจร้ายก็คือมีแค่เมนูภาษาไทย แต่อย่างน้อยใจไปครับ เพราะ เอาจริงๆ แล้ว Windows 8 รองรับน้อยมากอยู่แล้ว (แค่ 8 ภาษาสำหรับ Speech Recognition

    Speech Recognition is only available for the following languages: English (United States and United Kingdom), French, German, Japanese, Mandarin (Chinese Simplified and Chinese Traditional), and Spanish.

    สำหรับ Handwriting Recognition และ ไม่มีข้อมูลเลย ซึ่งก็เลยถามทาง Microsoft เลยว่าจะมีหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่มีใน Roadmap ครับ” ซึ่งแปลว่า คนไทยไม่สามารถใช้งาน Surface Pro 3 ได้ 100 % (กรุณาอย่าเอา AEC มาอ้างนะครัช = =”) อันนี้ขอบอกเลยว่า Microsoft ควรจะรีบผลักดันให้มี Roadmap ให้ได้ เพราะ ฝั่งตรงข้างอย่างค่ายผลไม้เค้าเริ่มส่ง Siri ภาษาไทยเข้าประกวดแล้ว ระวัง Cortana ของท่านจะไม่มีที่ยืน

    Tablet Application ที่ยังน้อยถึงน้อยมาก และ ยังไม่สามารถทำให้ App ชั้นนำสนใจใน Windows Metro App ได้ ไม่ทราบว่ามีปัญหาเรื่อง Development Tools หรือ API หรืออย่างไร แต่เท่าที่ทราบคือ Windows 8 เป็น OS ที่เข้าถึงยาก ดังนั้นจึงโดนจัดให้เป็น 3rd Priority ต่อจาก iOS และ Android เพราะ ทำไปอาจจะไม่คุ้ม เรื่องนี้ Microsoft ต้องรีบแก้ปัญหาด่วน ไม่งั้นแม้คนจะพบ Surface แต่เค้าก็อาจจะยังพวก iPad หรือ Tab/Note อยู่ก็เป็นได้ ซึ่งแปลว่า Microsoft ทำลาย OEM Partner แทนที่จะไปทำลายคู่แข่งซะอย่างงั้นซึ่งคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

    ปิดท้าย

    อย่างที่บอกแล้วว่า Blog นี้เขียนด้วยความพิศวาสล้วนๆ เลย แม้จะได้เล่นแค่ 10 นาที แต่พื้นฐาน Windows มีอยู่แล้ว แค่ 10 นาทีก็เกินพอ…มั้ง ก็บอกได้เลยว่า Surface Pro 3 ถือว่าเป็น Windows PC ที่ดึงศักยภาพของ Windows 8 ออกมาได้มากที่สุด (แต่การที่ใช้ได้ไม่เต็มที่ก็ให้โทษที่ความไม่สมบูรณ์ Windows 8 แทนครับ) เมื่อเทียบกัน Labtop ตัวอื่น และ อยู่ในราคาที่จับต้องได้…มั้ง (ก็ดูโปร 0 % กันได้เลยครับ)

    ส่วนคำตอบที่ว่าผมจะซื้อหรือไม่ คงต้องไปเล่นอีกหลายรอบที่ Shop ครับ เพราะ ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าตกหล่นอะไรรึเปล่า แต่สำหรับ Function พื้นฐานใช้ได้ดีแล้ว แต่ด้วยราคานี้ ทำให้กังวลหลายข้ออยู่เหมือนกัน เช่น มันจะเล่นเกมได้ดีรึเปล่า อันนี้ส่วนตัวห่วงมาก เพราะ มันแพงไง แล้วใช้ได้ไม่ครบตามความต้องการนี่เรียกว่าโคตรขาดทุน แต่เค้าก็เครมมาว่าเล่นได้นะ แต่มันเล่นได้ดีแค่ไหน ต้องขอไปดูคะแนน benchmark ที่กลุ่ม Blogger ที่เค้าได้เครื่องไปเล่น เอามาดูก่อน (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเค้าได้ model ไหนไปด้วยดิ) แต่ถ้าใครมีกำลังทรัพย์เพียงพอ ผมก็แนะนำนะ ถือว่า มันใช่ Tablet ที่ตามหามานานแหละ

    Comments

    comments

    Posted by yuttanah @ 2:47 am

    Tags: , ,

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.